Payap People

Thanawuth Kittiwan


My name is Thanawuth Kittiwan. Studying abroad at Pitzer College was definitely worth it. I gained so much experience during the time I was there, both academically and personally. My English especially has been improved so much. In America, you have to speak English no matter how bad your English is - you can't be shy about it. Before I went to study there, my English was just okay. My biggest challenge was vocabulary; although I was good at grammar, I did not know what many words meant. When I arrived, I sometimes did not understand what people were saying to me. However, after I had been there for a while, I started learning to communicate with the Americans. I was forced to speak English all the time out of necessity, which greatly sped up my improvement. After a lot of study and a lot of practice, I was able to just talk to people like everyone else. So now I can speak English fluently and understand everything they say.

Another aspect of my experience in America was the life lessons I learned. Before I went there, I was a very lazy person. Whenever I had work to do, I would usually just wait until the last minute before I started. However, at American colleges, I learned that you cannot be lazy or too relaxed. In America, work means work and play means play. If you do not work hard, you will not be successful and nobody can help you. So when I was there, I had to force myself to be more responsible so that I could survive in the States. This lesson has stayed with me even though I am back in Thailand. I have been a lot more responsible than I was before, and I believe this will help me succeed in whatever I want to do in the future. I have been mature as I had to deal with many challenges during my time there.

Also, I am more open-minded because I have met a lot of new people and seen many kinds of cultures. Before I went there, Burma and Laos were the only countries I ever visited, so my thought was that Thailand was the best country for me. When I talked about my world, I meant only Thailand. However, after living in America, my thoughts have changed. At first, I suffered culture shock. I was constantly wondering what people were doing; I was surprised by different behaviors and customs. I quickly realized I had to open my heart and learn how to accept new things. I realized that people all over the world have different cultures, so in order to be able to live with them, you have to accept and be tolerant. I learned that my culture is not always the best; no one's is. Thinking critically about my own culture and others' has made me a more mature adult.

In addition, since the US is a vast country, I made a point of traveling to many places. I have traveled to more than 10 states and I have seen all the famous American attractions. For example, I have been to Beverly Hills, Hollywood, and Disneyland in Los Angeles - all only an hour drive from Pitzer College. In the winter break, I went to Times Square in New York City to celebrate the New Year’s Day. I also went to Washington D.C., Maryland, Virginia, Kansas City, Wisconsin, the Grand Canyon, Las Vegas, San Francisco, Portland, and Seattle. But more important than all of the places I visited were the people I traveled with and met along the way. The friendships that developed while I was in America are the most important part of my experience. In the past year I have made more than 200 friends from the college and from traveling over the country. At Pitzer, the campus is not so big, so everyone gets to know each other very easily and well. The community is very close-knit; if you know somebody, they probably know your other Pitzer friends as well. Pitzer kids love international students, which made it easy for me to get to know people. Now wherever I go in the States, I have friends who will keep me company. Plus, I met exchange students from all over the world: Europe, Australia, Singapore, Japan, Hong Kong, China, Mexico, Canada, many countries from Africa, and more. I wish I could study abroad again!

การเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ของผมนั้นคุ้มค่าเป็นอย่างมาก ผมได้ประสบการณ์มามากมายทั้งในด้านวิชาการและด้านประสบการณ์ชีวิตส่วนตัว สิ่งแรกที่ผมได้รับนั้นคือในเรื่องของภาษา ในการไปครั้งนี้ทักษะภาษาอังกฤษของผมนั้นดีขึ้นเป็นอย่างมาก ที่ประเทศอเมริกานั้น ทุกๆ คนต้องพูดภาษาอังกฤษถึงแม้ว่าภาษาอังกฤษของคุณจะแย่แค่ไหนก็ตาม หรือพูดอีกอย่างหนึ่งคือห้ามอายที่จะพูด ก่อนที่ผมจะไปนั้นภาษาอังกฤษของผมอยู่แค่ในระดับใช้ได้ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดของผมคือเรื่องคำศัพท์ ผมไม่รู้ว่าความหมายของคำหลายๆ คำหมายความว่าอย่างไร เมื่อตอนที่ผมเดินทางถึงประเทศอเมริกา บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจว่าผู้คนที่นั่นเขากำลังบอกอะไรกับผม อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ปรับตัวอยู่สักพัก ผมได้เรียนรู้วิธีการสื่อสารกับผู้คนที่นั่นให้เข้าใจ มันเป็นเหมือนการบังคับให้ตัวผมเองต้องพูด ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดีในการที่ผมจะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของตัวผมเอง และหลังจากทั้งการฝึกและเรียนรู้ ผมก็สามารถสื่อสารกับผู้คนที่นั่นได้เหมือนคนธรรมดาทั่วๆ ไป ตอนนี้ผมสามารถพูดได้ว่าผมสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและเข้าใจทุกๆ อย่างที่ชาวต่างชาติพูด

ประสบการณ์ต่อมาที่ผมได้รับคือบทเรียนของชีวิต ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางไปประเทศอเมริกานั้นผมก็เป็นแค่นักเรียนที่ค่อนข้างขี้เกียจทั่วๆ ไป เมื่อไรก็ตามที่ผมมีงานต้องทำผมมักจะรอจนถึงวินาทีสุดท้ายแล้วลงมือทำ อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยที่ประเทศอเมริกานั้นคุณจะขี้เกียจหรือทำตัวตามสบายไม่ได้ ที่นั่นเรียนคือเรียน เล่นคือเล่น ถ้าคุณไม่ตั้งใจทำงานคุณก็จะไม่มีทางที่จะประสบความสำเร็จ เพราะที่นั่นไม่มีใครสามารถช่วยตัวคุณได้นอกจากตัวคุณเอง ดังนั้นเมื่อผมอยู่ที่นั่น ผมต้องบังคับตัวเองให้มีความรับผิดชอบเพื่อที่จะอยู่รอดในประเทศสหรัฐอเมริกาได้ บทเรียนนี้ได้ติดตัวผมมาตลอดจนถึงทุกวันนี้ ณ ตอนนี้ผมมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก และผมเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผมประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็ตามที่ผมอยากทำในอนาคต ตอนนี้ผมรู้สึกว่าตัวเองได้โตขึ้นมากจากเมื่อก่อนจากการที่ได้สำผัสสิ่งต่างๆ มากมายที่นั่น

สิ่งต่อมาที่ผมได้รับนั้นคือการที่ผมเป็นคนมีใจที่เปิดกว้างมากกว่าเดิมจากการที่ได้พบปะกับผู้คนมากมายและได้สัมผัสกับวัฒนธรรมหลากหลายประเภท ก่อนหน้าประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ผมเคยไปแค่ประเทศพม่ากับประเทศลาวเพียงสองประเทศเท่านั้น ความคิดผมตอนนั้นก็คือประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุด เวลาใดก็ตามที่ผมพูดเกี่ยวกับโลกของผม ผมก็จะพูดถึงแค่ประเทศไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังจากที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ความคิดผมได้ถูกเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง ในตอนแรกผมได้ประสบกับปัญหาการสับสนทางวัฒนธรรม ผมสงสัยเสมอว่าคนที่นั่นเขากำลังทำอะไรกัน ผมประหลาดใจกับพฤติกรรมและวัฒนธรรมกับคนที่นั่นเป็นอย่างมาก แต่ต่อมาผมก็สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในการที่จะเปิดใจและเรียนรู้ในการรับสิ่งใหม่ๆ ผมคิดได้ว่าทุกๆ คนบนโลกนี้มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ดังนั้นในการที่จะสามารถใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันบนโลกใบนี้ เราจำเป็นที่จะต้องอดทนและยอมรับในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ผมได้เรียนรู้ว่าประเทศไทยไม่ใช่เป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลกและไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่มีวัฒนธรรมเหนือกว่าประเทศอื่น ซึ่งความคิดนี้เองที่ทำให้ผมเชื่อว่าผมได้โตขึ้นจากก่อนที่ผมจะเดินทางไปเรียนที่ประเทศอเมริกาเป็นอย่างมาก

สิ่งต่อมาที่ผมได้รับคือการที่มีโอกาสได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ หลายแห่ง เนื่องจากประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ใหญ่มาก เมื่อตอนผมอยู่ที่นั่น ผมได้เดินทางไปในรัฐต่างๆ เป็นจำนวนกว่า10 รัฐและได้เห็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่อเมริกาแทบจะทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่นผมได้มีโอกาสไปเที่ยวที่ Beverly Hills, Hollywood, and Disneyland ซึ่งอยู่ในตัวเมือง Los Angeles ซึ่งใช้เวลาในการขับรถหรือนั่งรถไฟจากมหาวิทยาลัย Pitzer ที่ผมไปศึกษาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น ช่วงตอนหยุดภาคฤดูหนาวผมก็ยังได้มีโอกาสไปฉลองวันขึ้นปีใหม่ที่ Times Square ในตัวเมือง New York ส่วนรัฐและสถานที่อื่นๆ ที่ผมได้มีโอกาสไปเที่ยวก็มีเช่น Washington D.C., Maryland, Virginia, Kansas City, Wisconsin, the Grand Canyon, Las Vegas, San Francisco, Portland, และ Seattle แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการที่ได้ไปเที่ยวสถานที่ต่างๆ นั้นสำหรับผมแล้วคือมิตรภาพที่ผมและเพื่อนๆ ได้ร่วมกันสร้างในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ในหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ ผมได้มีเพื่อนใหม่ๆ มากกว่า 200 คนจากทั้งในมหาวิทยาลัยและจากการเดินทางภายในประเทศนี้ ที่ Pitzer College นั้นเขตหมาวิทยาลัยจะไม่ใหญ่มาก ผู้คนที่นี่จึงรู้จักสามารถทำความรู้จักกันได้โดยง่ายและดี ความสัมพันธ์ของคนในสังคมที่นั่นจะมีความแน่นแฟ้น ถ้าคุณรู้จักใครสักคนหนึ่ง เป็นไปได้ที่เขาคนนั้นจะรู้จักเพื่อนคนอื่นๆ ของคุณด้วย อีกอย่างหนึ่งก็คือเด็กนักเรียนที่ Pitzer College นั้นชอบนักศึกษาแลกเปลี่ยนและนักศึกษานานาชาติเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่ยากนักที่จะทำความรู้จักและสร้างมิตรภาพกับคนที่นั่นได้ ณ เวลานี้ ถ้าผมมีความคิดที่จะไปที่ไหนก็ตามในประเทศอเมริกา ผมสามารถอุ่นใจได้ว่าผมมีเพื่อนอยู่ที่นั่นที่สามารถช่วยดูแลเราได้ นอกเหนือจากเพื่อนชาวอเมริกาแล้ว ผมยังได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนชาวต่างชาติอื่นๆ ที่มาในฐานะแลกเปลี่ยนเหมือนผมด้วยเช่น เพื่อนจากประเทศหลายๆ ประเทศในยุโรป ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง จีน เม็กซิโก แคนาดา หลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา และประเทศอื่นอีกหลายประเทศ ผมหวังว่าผมจะได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศอีก

August 27, 2010